เชิญค้นหาคำว่า " Stock Exchange"

Sunday, May 11, 2008

ตลาดหุ้น และ หุ้น คืออะไร? ทำไมจึงต้องลงทุนในตลาดหุ้น?ตลาดหลักทรัพย์ คือ ?

ตลาดหุ้น และ หุ้น คืออะไร? ทำไมจึงต้องลงทุนในตลาดหุ้น?ตลาดหลักทรัพย์ คือ ?

บทนำ

เศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นหลายคนคงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีทั้ง ขาขึ้น และขาลง ไม่ว่าจะเป็นช่วงเศรษฐกิจเติบโตเต็มที่แบบฟองสบู่ หรือช่วงที่เกิดปัญหาวิกฤติทางด้านการเงิน และวิกฤติเศรษฐกิจอย่างหนัก ในช่วงปี พ.ศ. 2540 ถึงปี 2542 ทำให้บริษัท ห้างร้าน รวมถึงประชาชนทั่วไป ตั่งแต่ระดับร่ำรวยจนถึงยากจน ล้มละลาย และได้รับผลกระทบกันไปตามๆกัน ทำให้หลายๆคนต้องดิ้นรนต่อสู้และทำทุกๆอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่ง รายได้ที่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายของตัวเอง ซึ่งเราได้ฝ่าฟันวิกฤติต่างๆที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี จนถึงในปัจจุบันนี้เศรษฐกิจของประเทศเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามลำดับ

ซึ่งจากประสบการณ์ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้แนวความคิดในการหารายได้ของคนเริ่มเปลี่ยนไป หลายคนเริ่มอยากที่จะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง อยากเป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง ซึ่งเมื่อหลายคนคิดแบบนี้กันมากขึ้น ทำให้มีภาวะการแข่งขันกันเพิ่มสูงขึ้น และเกิดปัญหาในด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนตามมา จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆในการที่จะเป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่จะมาเติมเต็มความฝันของคนเหล่านี้ได้ นั่นก็คือ การร่วมเป็นเจ้าของกิจการกับบริษัทต่างๆ ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ หรือ การลงทุนในตลาดหุ้นนั่นเอง

ตลาดหุ้น คืออะไร?

ตลาดหุ้น หรือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คือ ตลาดซึ่งเป็นแหล่งรวมของบริษัทหลายๆ บริษัท ที่เข้ามาทำการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้ผู้ที่มีเงินเหลือเก็บ ซึ่งเราเรียกว่า "นักลงทุน" เข้ามาร่วมลงทุน และนักลงทุนเหล่านั้นก็จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมถือหุ้นของบริษัท หรือร่วมเป็นเจ้าของในบริษัทนั้นๆ การลงทุนในตลาดหุ้นจึงเป็นทางเลือกเพื่อการออมเงินในระยะยาวที่ผู้ออมสามารถหลีกเลี่ยง หรือป้องกันการขาดทุนที่เกิดจากระดับอัตราเงินเฟ้อได้ ตลาดหลักทรัพย์จัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดให้มีแหล่งกลางสำหรับการซื้อ ขาย หลักทรัพย์ เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ และเพื่อการระดมเงินทุนในประเทศ โดยได้เปิดให้มีการซื้อขายขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 โดยชื่อภาษาอังกฤษในขณะนั้นคือ "Securities Exchange of Thailand" และได้มีการเปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษเป็น "The Stock Exchange of Thailand (SET)" เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา

สำหรับการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์ และสนับสนุนการระดมเงินทุนระยะยาวของธุรกิจนั้น สามารถจำแนกออกได้ตามขนาดของธุรกิจที่ต้องการจะระดมทุน หรือ บริษัทจดทะเบียน โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำหน้าที่สนับสนุนการระดมทุนในตลาดทุนของธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ กิจการสาธารณูปโภค และรัฐวิสาหกิจที่มีการแปรรูป ซึ่งมีทุนชำระแล้วตั่งแต่ 200 ล้านบาท ขึ้นไป รวมทั้งเป็นศูนกลางการซื้อขายเปลี่ยนมือหลักทรัพย์ของบริษัทดังกล่าว ในขณะที่ ตลาดหลักทรัพย์ใหม่ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2528 ทำหน้าที่สนับสนุนการระดมทุนในตลาดทุนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพ หรือ SMEs ที่มีทุนชำระแล้วต่ำกว่า 200 ล้านบาท และเป็นศูนกลางการซื้อขายเปลี่ยนมือหลักทรัพย์ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมดังกล่าว โดยเริ่มเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2544

บทบาทและภาระหน้าที่ของตลาดหุ้น

1) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียน และพัฒนาระบบต่างๆ ที่จำเป็นเพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อขายหลักทรัพย์

2) ดำเนินธุรกิจใดๆที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหลักทรัพย์ เช่น การทำหน้าที่เป็นสำนักหักบัญชี (Clearing House) ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ นายทะเบียนหลักทรัพย์ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

3) การดำเนินธุรกิจอื่นๆ ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

หุ้น คืออะไร?

หลังจากได้ทราบว่า ตลาดหุ้นคืออะไร มีวัตถุประสงค์และหน้าที่อย่างไรแล้วนั้น ต่อไปเราจะมาดูว่า ตลาดแห่งนี้มีสินค้าอะไรบ้าง ซึ่งสินค้าของตลาดหุ้นก็คือ หุ้น นั่นเอง ซึ่งสินค้าก็จะมีหลากหลายแบ่งแยกตามประเภทของสินค้า และตามความสนใจของนักลงทุน จริงๆแล้ว สินค้าเหล่านี้ คงจะเคยผ่านสายตาใครหลายๆคนมาแล้ว ตามสื่อโทรทัศน์ ซึ่งจะมีตัวอักษรย่อภาษาอังกฤษต่างๆ วิ่งผ่านทางหน้าจอ โดยอักษรเหล่านั้นจะเป็นตัวย่อของบริษัท ยกตัวอย่างเช่น MCOT ย่อมาจาก บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) เป็นต้น ซึ่งสินค้าในตลาดหลักทรัพย์ เราเรียกโดยรวมว่า "ตราสาร" หมายถึง เอกสารทางการเงินที่บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ออกมาเพื่อระดมเงินทุน จากผู้ลงทุน และเปิดให้มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีอยู่หลายประเภท ดังนี้

1) หุ้นสามัญ (Common Stock)

คือหุ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดซื้อขายกันอยู่ และมีจำนวนมากกว่า 80% ของหุ้นในตลาดทั้งหมด โดยหุ้นสามัญนี้เป็นตราสารประเภท หุ้นทุน ซึ่งออกโดยบริษัทมหาชนจำกัด ที่ต้องการระดมเงินทุนจากประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในธุรกิจนั้นๆ โดยตรง เช่น การมีสิทธิในการลงคะแนนเสียง ร่วมตัดสินในปัญหาสำคัญในที่ประชุมผู้ถือหุ้น โดยผลตอบแทนที่คุณจะได้โดยตรงก็คือ เงินปันผลจากกำไรในธุรกิจ กำไรจากการขายหุ้นถ้าหุ้นปรับตัวขึ้น และสิทธิในการจองซื้อหุ้นใหม่ ในกรณีที่มีการเพิ่มทุนจดทะเบียน

2) หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock)

เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน มีข้อแตกต่างจากหุ้นสามัญ คือ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับชำระคืนเงินทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ ในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ หุ้นประเภทนี้มีไม่มากนักในตลาดหลักทรัพย์ มีการซื้อขายกันน้อย มีสภาพคล่องต่ำ บนกระดานหุ้นจะสังเกตุได้จาก -P เช่น SCB-P, TISCO -P เป็นต้น

3) หุ้นกู้ (Debenture)

เป็นตราสารที่บริษัทเอกชนออกเพื่อกู้เงินระยะยาวจากผู้ลงทุน โดยผู้ลงทุนจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของกิจการบริษัท และบริษัทจะต้องจ่ายผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือตามระยะเวลา และอัตราที่กำหนด โดยผู้ถือจะได้รับเงินต้นคืนครบถ้วน เมื่อสิ้นอายุตามระบุในเอกสาร ตลาดหุ้นกู้มักมีสภาพคล่องในการซื้อขายไม่มากนัก ส่วนใหญ่ซื้อขายโดย ผู้ลงทุนประเภทสถาบัน หรือผู้ลงทุนระยะยาว

4) หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture)

หุ้นกู้แปลงสภาพ คล้ายคลึงกับ หุ้นกู้ แต่แตกต่างกันตรงที่ หุ้นกู้แปลงสภาพมีสิทธิที่จะแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ ในช่วงเวลาอัตราและราคาที่กำหนดในหนังสือชี้ชวน ในช่วงที่เศรษฐกิจดี หุ้นประเภทนี้ได้รับความนิยมมาก เพราะผู้ซื้อคาดหวังผลตอบแทน ได้จากราคาหุ้นเมื่อแปลงสภาพแล้ว ซึ่งจะทำให้ได้กำไรมากกว่า ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยของหุ้นกู้ธรรมดา

5) ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant)

เป็นตราสารที่ระบุว่าผู้ถือครองจะได้รับสิทธิจองซื้อ หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ หรือตราสารอนุพันธ์ ในราคาที่กำหนดเมื่อถึงระยะเวลาที่ระบุไว้ ใบสำคัญแสดงสิทธิ มักจะออกควบคู่กับการเพิ่มทุน

6) ใบสำคัญแสดงสิทธิระยะสั้น (Short - Term Warrant)

ใบสำคัญแสดงสิทธิชนิดนี้จะมีอายุไม่เกิน 2 เดือน และเป็นทางเลือกหนึ่งจากการระดมทุนจากผู้ถือหุ้น แทนการจัดสรรสิทธิในการจองซื้อหุ้น และบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์สามารถยืนคำขอให้รับเป็นหลักทรัพย์ประเภทที่ซื้อขายหมุนเวียนในตลาดหลักทรัพย์ได้

7) ใบสำคัญแสดงสิทธอนุพันธ์ (Derivative Warrant : DW)

เป็นตราสารที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับ ใบสำคัญแสดงสิทธิทั่วไป โดยจะให้สิทธิแก่ผู้ถือ DW ในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์อ้างอิง ซึ่งอาจเป็นหลักทรัพย์ หรือดัชนีหลักทรัพย์ ในราคาใช้สิทธิ อัตราการใช้สิทธิ และระยะเวลาใช้สิทธิที่กำหนดไว้ โดยบริษัทผู้ออก DW เป็นหลักทรัพย์ หรือ เงินสดก็ได้

8) หน่วยลงทุน (Unit Trust)

คือ ตราสารที่ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ในรูปของหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการระดมเงินทุนจากประชาชน โดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมจะเป็นผู้บริหารกองทุนให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุด แล้วนำมาเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในรูปของเงินปันผล ข้อดีของการลงทุนประเภทนี้คือ จะมีผู้บริหารมืออาชีพดูแลเงินแทนเรา มีการกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในหุ้นกลุ่มต่างๆ และมีอำนาจต่อรองที่มากกว่า เพราะเป็นกองทุนขนาดใหญ่

จะเห็นได้ว่า หุ้น มีอยู่หลากหลายประเภท แต่ละประเภทก็จะแตกต่างกัน ซึ่งนักลงทุนควรที่จะทำความเข้าใจก่อนที่จะเริ่มลงทุน โดยในทางทฤษฎีแล้ว นักลงทุนทุกคนมักต้องการลงทุนในหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุด โดยมีความเสี่ยงที่ต่ำที่สุด แต่ในความเป็นจริง ผลตอบแทนในการลงทุนนั้น แปรผันตรงกับความเสี่ยง หมายความว่า ยิ่งผลตอบแทนสูง ยิ่งต้องมีความเสี่ยงสูงตามไปด้วย นอกจากนี้ การเลือกลงทุนยังขึ้นอยู่กับ อุปนิสัยของนักลงทุนแต่ละคน และเวลาที่นักลงทุนแต่ละคนจะมีด้วย ซึ่งอาจแบ่งเป็นกลุ่มง่ายๆ ได้ดังนี้

ลักษณะของนักลงทุน
หลักทรัพย์ที่เหมาะกับการลงทุน
มีความเข้าใจระบบตลาดหลักทรัพย์เพียงพอ
หุ้นสามัญ
มีเวลาศึกษาติดตามข้อมูลสถานการณ์
หุ้นบุริมสิทธิ
มีที่ปรึกษาการลงทุนที่เชี่ยวชาญ
หุ้นกู้แปลงสภาพ
ต้องการผลตอบแทนรวดเร็วและพร้อมรับความเสี่ยง
ใบสำคัญแสดงสิทธิประเภทต่างๆ
คาดหวังผลตอบแทนระยะยาว
หุ้นกู้
เน้นการออมและการลงทุนระยะยาว
ตราสารในภาครัฐบาลและภาครัฐวิสาหกิจ
ต้องการความเสี่ยงต่ำ
หุ้นสามัญ ในกลุ่ม Blue Chip บางตัว
คาดหวังผลตอบแทนในระยะปานกลางถึงระยะยาว
หน่วยลงทุนในกองทุนต่างๆ
ไม่เชี่ยวชาญในการซื้อขายหลักทรัพย์
หน่วยลงทุนในกองทุนต่างๆ
ไม่มีเวลาติดตามสถานการณ์
หน่วยลงทุนในกองทุนต่างๆ
ไม่มีความคล่องตัวในการลงทุน
หน่วยลงทุนในกองทุนต่างๆ

ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ทำไมจึงต้องลงทุนในตลาดหุ้น?

สำหรับผู้ที่มีเงินออมและประสงค์จะบริหารเงินออมของตนให้เกิดประโยชน์นั้น นอกเหนือจากการฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อรับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยเงินฝากแล้ว ยังมีทางเลือกอื่นๆสำหรับการบริหารเงินออมและการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพได้อีกหลายวิธี การลงทุนในตลาดหุ้นก็นับเป็นทางเลือกหนึ่งของการลงทุนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้มีเงินออมมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน ในอัตราที่สูงกว่าและหลากหลายรูปแบบกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการฝากเงินในธนาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถาณการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากลดต่ำลงอย่างมากอย่างในปัจจุบัน จึงไม่เป็นสิ่งจูงใจในต่อการฝากเงิน สำหรับผู้ที่มีเงินออมเหลืออยู่แล้วนั้น จะถือเงินไว้เฉยๆ โดยไม่บริหารการเงินการลงทุนอะไรเลยก็คงจะไม่เหมาะนัก ดังนั้นจึงควรพิจารณาหาช่องทางการลงทุนอื่นๆ เพื่อเพิ่มพูนผลตอบแทนจากเงินออมของตนจะดีกว่า

ดังนั้น การลงทุนในตลาดหุ้น จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้มีเงินออม โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการความหลากหลายในการลงทุน ทั้งประเภทของสินค้าที่จะลงทุน ผลตอบแทนจากการลงทุน เพราะในตลาดหุ้น มีสินค้าหรือตราสารการลงทุนหลายประเภท ซึ่งออกโดย บริษัทที่ประกอบธุรกิจในหลายประเภทอุตสาหกรรม สำหรับให้เลือกลงทุนได้ตามความต้องการ ทั้งนี้ การเข้ามาลงทุน และถือหุ้นในกิจกิจการใดๆก็ตามในตลาดหลักทรัพย์ จะเกิดผลประโยชน์หลายประการ ทั้งต่อตนเอง และต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพราะเราจะได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการต่างๆที่มีศักยภาพ หรือธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนทางการเงินจากการลงทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น ได้รับเงินปันผล สิทธิในการจองซื้อหุ้นออกใหม่ หรือ กำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นต้น นอกจากนี้ การลงทุนในตลาดหุ้นยังถือได้ว่ามีบทบาทในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่จะสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุนและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนย่อมมีความเสี่ยงตามมาด้วยเสมอ ดังนั้นผู้ลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนอย่างละเอียด จะช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถบริหารความเสี่ยงจากการลงทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และสามารถได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในระดับที่น่าพึงพอใจตามที่คาดหวังได้

ตลาดหุ้น และ หุ้น คืออะไร? ทำไมจึงต้องลงทุนในตลาดหุ้น?ตลาดหลักทรัพย์ คือ ?

ตลาดหุ้น และ หุ้น คืออะไร? ทำไมจึงต้องลงทุนในตลาดหุ้น?ตลาดหลักทรัพย์ คือ ?

ตลาดหุ้น และ หุ้น คืออะไร? ทำไมจึงต้องลงทุนในตลาดหุ้น?ตลาดหลักทรัพย์ คือ ?

ตลาดหุ้น และ หุ้น คืออะไร? ทำไมจึงต้องลงทุนในตลาดหุ้น?ตลาดหลักทรัพย์ คือ ?

ขอบคุณ http://www.fpo.go.th

Saturday, May 10, 2008

โบรกเกอร์ (Broker) หรือบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์

โบรกเกอร์ (Broker) หรือบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์ที่ได้จดทะเบียน โดยได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์ และได้รับการคัดเลือกแล้ว มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซึ่งความแตกต่างกันก็คือ บริษัทที่มีทั้งคำว่าเงินทุนและหลักทรัพย์ จะประกอบธุรกิจด้านระดมเงินทุนและธุรกิจค้าหลักทรัพย์ควบคู่กันไป ในขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ จะประกอบธุรกิจค้าหลักทรัพย์แต่เพียงอย่างเดียว

นอกจากบริษัทสมาชิกหรือโบรกเกอร์ คุณอาจเคยได้ยินคำว่าซับโบรกเกอร์ (Sub Broker) หรือบริษัทนายหน้าช่วง ซึ่งทำหน้าที่รับส่งคำสั่งจากผู้ลงทุนที่จะซื้อขายหลักทรัพย์เช่นเดียวกับโบรกเกอร์ แต่เนื่องจากซับโบรกเกอร์ไม่ได้เป็นบริษัทสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์ จึงต้องส่งคำสั่งไปยังโบรกเกอร์ก่อน หลังจากนั้นโบรกเกอร์จะส่งคำสั่งไปยังกระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์อีกต่อหนี่ง

คุณสมบัติของโบรกเกอร์และซับโบรกเกอร์ที่ดี

เมื่อคุณตัดสินใจว่าจะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ คุณต้องเกี่ยวข้องกับบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์ทันที ไม่ว่าจะเป็นโบรกเกอร์หรือซับโบรกเกอร์ก็ตาม เพราะมีกฎหมายบังคับไว้ชัดเจนว่า คุณไม่สามารถซื้อขายตราสารต่าง ๆ ได้โดยตรงจากตลาดหลักทรัพย์ แต่จะต้องซื้อผ่านนายหน้า คือโบรกเกอร์หรือซับโบรกเกอร์เท่านั้น ดังนั้นคุณต้องเลือกว่าจะใช้บริการของบริษัทใด

โบรกเกอร์จะเป็นคนกลางระหว่างคุณกับตลาดหลักทรัพย์ชนิดครบวงจรการซื้อขาย หรือรวมตลออดก่อนและหลังการซื้อขายก็ว่าได้ เพราะโบรกเกอร์จะทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ชี้แนะช่องทางและให้ข้อมูลที่มีประโยชน์ รวมทั้งส่งสัญญาณเตือนต่าง ๆ

โบรกเกอร์จะเป็นผู้รับคำสั่งซื้อขายของคุณถ่ายทอดสู่ตลาดหลักทรัพย์ และแจ้งผลเมื่อการซื้อขายจริงเกิดขึ้น อีกทั้งยังดูแลบัญชี ภาษีข้อกฎหมายและระเบียบปฏิบัติแทนคุณในทุก ๆ รายละเอียด

แต่ทั้งหมดนี้ การตัดสินใจครั้งสุดท้ายย่อมอยู่ที่คุณ และผู้รับผลในการตัดสินใจก็คือคุณคนเดียว เพราะไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุนโบรกเกอร์ไม่มีส่วนร่วมรับผิดชอบใด ๆ

ดังนั้นโบรกเกอร์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเลือกเป็นสมาชิกของโบรกเกอร์บริษัทใด คุณควรพิจารณาให้รอบคอบและรอบด้าน เพื่อให้ง่ายต่อการพิจารณาของคุณ เราจะแยกแยะบทบาทและคุณสมบัติของโบรกเกอร์ที่เหมาะสม ให้เห็นเป็นประเด็น ๆ ดังนี้

1. พี่เลี้ยงใจดีสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่

คุณไม่ต้องเกรงใจหรือเคอะเขินต่อการตั้งคำถามใดๆ ที่คุณไม่รู้และอยากรู้ โบรกเกอร์มีหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงของคุณ สอนคุณให้รู้จักก้าวเดินทีละก้าว ตั้งแต่พื้นฐานเรื่อยไปจนถึงเทคนิคที่สูงขึ้น ๆ จนกว่าคุณจะคล่อง

2. บริการข้อมูลและข่าวสาร

เมื่อคุณคุ้นเคยกับตลาดหลักทรัพย์ดีแล้ว โบรกเกอร์ของคุณจะต้องมีความพร้อมทางด้านข้อมูลและข่าวสารที่รวดเร็วและถูกต้อง บอกคุณถึงความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา เพื่อให้คุณใช้ประกอลบการตัดสินใจ เช่น ถ้าคุณเป็นผู้ลงทุนระยะยาว ข้อมูลที่คุณควรได้รับจะเป็นการวิเคราะห์แนวโน้มทางเศรษฐกิจสังคม หรือภาวะต่างประเทศที่จะส่งผลกระทบ ต่อท้ายด้วยกลุ่มธุรกิจที่น่าจะเติบโตในอนาคต แต่ถ้าคุณเป็นนักซื้อขายหลักทรัพย์รายวันหรือรายชั่วโมง คุณควรได้รับข่าวสารที่รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์วินาทีต่อวินาที อาทิ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ อัตราดอกเบี้ย สภาวะทางการเมือง ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศ ซึ่งโบรกเกอร์จะต้องวิเคราะห์สถานการณ์ให้คุณได้ทันต่อเหตุการณ์

3. สนองคำสั่งซื้อขายของคุณอย่างรวดเร็วและถูกต้อง

ความจริงแล้วโบรกเกอร์ทุกแห่งมีการแข่งขันกันในด้านการบริการข้อนี้อยู่แล้ว เนื่องจากหากสามารถปฏิบัติตามคำสั่งซื้อขายของลูกค้าได้ และยังมีส่วนทำให้การซื้อขายเพิ่มปริมาณมากขึ้นด้วย ดังนั้น ในกรณีที่คุณเป็นผู้ลงทุนระยะสั้น มีการซื้อขายวันต่อวัน หรือวันละหลายครั้ง คุณควรเลือกโบรกเกอร์ที่มีเจ้าหน้าที่การตลาดที่มากเพียงพอ เพื่อจะได้ไม่ต้องรับคำสั่งจาก ลูกค้าหลายรายจนเกินไป และมีโทรศัพท์มากเพียงพอในกรณีที่คุณใช้วิธีซื้อขายทางโทรศัพท์

4. มีฐานการเงินที่มั่นคงน่าเชื่อถือ

แต่เดิมมีบริษัทสมาชิกรวม 50 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ แต่หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในประเทศไทยปี พ.. 2540 บริษัทสมาชิกถูกปิดกิจการไปหลายแห่ง ทำให้ลูกค้าไม่ได้รับความสะดวกและเสียหายได้ ดังนั้นการพิจารณาฐานะความมั่นคงของบริษัทโบรกเกอร์จึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยศึกษาได้จากกลุ่มผู้ถือหุ้น ประวัติความเป็นมา ผลการดำเนินงานชื่อเสียงของทีมบริหาร เป็นต้น

5. สิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย

โบรกเกอร์ที่ดีควรมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพียงพอ เช่น หากคุณเป็นผู้ลงทุนที่มาสั่งซื้อขาย ณ ห้องค้าหลักทรัพย์ของโบรกเกอร์ คุณต้องการคอมพิวเตอร์ที่มากเพียงพอ มีบริการด้านข้อมูลอัตโนมัติ เช่น จอจากสำนักข่าวรอยเตอร์จากสำนักข่าวบิสนิวส์ หรือจอที่แสดงการวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีทางเทคนิคต่าง ๆ ประกอบ และหากคุณเป็นผู้ลงทุนที่มีมูลค่าการลงทุนสูง คุณอาจต้องการความเป็นส่วนตัวด้วยห้องค้าหลักทรัพย์ส่วนตัว (VIP Room) หรือหากคุณเป็นผู้ลงทุนที่สั่งซื้อทางโทรศัพท์ คุณก็ต้องพิจารณาที่ระบบและประสิทธิภาพของระบบสื่อสารด้วย

6. ระบบเอกสารและบริการหลังการซื้อขาย

งานเอกสารนับว่ามีความสำคัญ เนื่องจากเป็นเสมือนข้อตกลงอย่างเป็นทางการระหว่างคุณกับโบรกเกอร์ หรือคุณกับตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งได้กล่าวย้ำมาแล้วในบทที่ผ่านมา ส่วนบริการหลังการซื้อขาย ปัจจุบันโบรกเกอร์หลายแห่งเริ่มใช้ระบบการตัดและโอนบัญชี เอกสารต่าง ๆ ยิ่งต้องรัดกุม ควรจะไม่ซับซ้อน ง่ายในการทำความเข้าใจ ชัดเจนและตรวจสอบได้ตลอดเวลา

7. ทำเลที่ตั้ง

ข้อนี้มีความสำคัญยิ่งสำหรับผู้ลงทุนที่นิยมซื้อขายในห้องค้าหลักทรัพย์ คุณต้องพิจารณาระยะเวลาการเดินทาง สถานที่จอดรถยนต์ ความสะดวก ปลอดภัย ค่าใช้จ่ายจิปาถะที่อาจต้องคำนึง อาทิ ค่าที่จอดรถ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น เช่น ร้านอาหาร ภัตตาคาร และธนาคารต่าง ๆ เป็นต้น

ปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้นอาจช่วยให้คุณใช้ประกอบการตัดสินใจได้รวดเร็วและง่ายขึ้น ว่าจะเลือกโบรกเกอร์หรือซับโบรกเกอร์รายใดให้เป็นผู้ดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ของคุณ

ข้อแตกต่างระหว่าโบรกเกอร์กับซับโบรกเกอร์

ต่อจากนี้เราจะลองมาดูข้อแตกต่างหรือจุดได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างการใช้บริการของโบรกเกอร์กับซับโบรกเกอร์

โบรกเกอร์ มีข้อได้เปรียบที่คำสั่งซื้อขายของคุณสามารถส่งต่อถึงตลาดหลักทรัพย์ได้โดยตรง จึงรวดเร็วกว่า

ซับโบรกเกอร์ ข้อดีคือมักมีลูกค้าน้อยรายกว่า การให้บริการ จึงอาจทั่วถึงกว่า มีความใกล้ชิดและเป็นกันเองได้มากกว่า ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าจะรักษาผลประโยชน์ให้คุณได้ดีกว่า

โดยทางปฏิบัติแล้วซับโบรกเกอร์ต้องส่งคำสั่งซื้อขายของคุณผ่านโบรกเกอร์ และซับโบรกเกอร์ 1 ราย สามารถส่งคำสั่งผ่านโบรกเกอร์ได้ถึง 3 แห่ง ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอร์ของโบรกเกอร์แห่งใดแห่งหนึ่งเสียหรือเกิดปัญหา ลูกค้าของโบรกเกอร์นั้นไม่สามารถส่งคำสั่งได้ แต่ลูกค้าของซับโบรกเกอร์กลับไม่มีปัญหา เพระายังมีโบรกเกอร์อีก 2 รายที่สามารถส่งคำสั่งผ่านได้อยู่

ในท้ายที่สุดเมื่อคุณเลือกโบรกเกอร์หรือซับโบรกเกอร์แล้วคุณยังต้องพิจารณาตัวบุคคลที่คุณต้องติดต่อด้วย นั่นก็คือ เจ้าหน้าที่การตลาดผู้ที่จะดูแลบัญชีการลงทุนของคุณ ซึ่งในทางปฏิบัติจะใกล้ชิดกับคุณมากที่สุด บุคคลคนนี้จะเป็นผู้ให้ข้อมูล คำปรึกษา รับและส่งต่อคำสั่งซื้อขาย ติดตามและแจ้งผลการซื้อขายที่เกิดขึ้นให้คุณรับทราบด้วยเหตุนี้ ถ้าคุณได้เจ้าหน้าที่การตลาดที่รู้ใจกันดีและเชื่อถือได้ คุณจะเป็นผู้ลงทุนที่มีความสุข คลายความวิตกกังวลได้ไม่น้อยทีเดียว ด้วยเหตุนี้จึงขอแนะนำรายละเอียดในการเลือกเจ้าหน้าที่การตลาดประจำตัวของคุณไว้ดังนี้

· ควรเป็นผู้มีสุขภาพและพลานามัยที่ดี ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ไม่ใช่คนอ่อนแอ ลาป่วยบ่อย เพราะคุณจะเสียอารมณ์มากเวลาไม่สามารถตามตัวในยามคับขันได้

· ควรมีประสบการณ์ในอาชีพนี้อย่างน้อย 2 ปี ขึ้นไป

· เคยมีนักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า ควรมีอายุ 27 ปี ขึ้นไปเพราะเป็นวัยที่วุฒิภาวะเพียงพอ

· ควรมีพื้นฐานการศึกษาที่ดีและตรงสายงาน เช่น เรียนจบทางด้านการเงิน บัญชี เศรษฐศาสตร์ การตลาด เป็นต้น

· สามารถตอบคำถามหรือวิเคราะห์ข้อมูลได้ชัดเจน มีเหตุผลน่าเชื่อถือ และมักจะถูกต้อง

· ไม่ควรมีลูกค้าในความดูแลมากเกินไป

· ผ่านการยอมรับจากกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะในเรื่องความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ และมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ ซึ่งคุณสามารถสอบถามจากเพื่อนนักลงทุนรอบข้างได้

สรุป

บริษัทสมาชิกหรือโบรกเกอร์ คือคนกลางระหว่างผู้ลงทุนและตลาดหลักทรัพย์ในการรับคำสั่งซื้อขายและกระบวนการต่อเนื่องอื่น ๆ

บริษัทนายหน้าหรือซับโบรกเกอร์ ทำหน้าที่เหมือนโบรกเกอร์เพียงแต่เมื่อรับคำสั่งจากผู้ลงทุนแล้ว ต้องส่งคำสั่งผ่านโบรกเกอร์ไปยังตลาดหลักทรัพย์

คุณสมบัติของโบรกเกอร์ที่ดีคือ ให้บริการข่าวสารข้อมูลที่ถูกต้องพอเพียง บริการด้วยความซื่อสัตย์ รวดเร็ว และถูกต้อง มีฐานการเงินน่าเชื่อถือ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วนและทันสมัย

เจ้าหน้าที่การตลาดที่ดี ควรมีประสบการณ์พอสมควร มีพื้นฐานการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ มีพื้นฐานการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ มีความสามารถในการให้บริการสามารถให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ลงทุน และมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ

ทำความรู้จักกับตลาดหลักทรัพย์

ทำความรู้จักกับตลาดหลักทรัพย์

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู มีอัตราการเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็ว หรือยุควิกฤติการณ์ อันส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจในบ้านเราซบเซาก็ตาม คุณคงเห็นได้ชัดว่า “ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์” มีบทบาทสำคัญเกี่ยวข้องต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และอยู่ในความสนใจของผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ ตลอดจนประชาชนโดยทั่วไปอย่างสม่ำเสมอ ตามสื่อประเภทต่าง ๆ เช่น ทางสถานีโทรทัศน์และวิทยุ จะมีการรายงานสภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์ และวิเคราะห์ถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ให้คุณได้ทราบกันอย่างต่อเนื่องทุก ๆ ชั่วโมง ระหว่างช่วงเวลาที่มีการซื้อขายหลักทรัพย์ในแต่ละวัน



แต่หากคุณลองสอบถามผู้คนโดยทั่วไปว่า มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของตลาดหลักทรัพย์ หรือการซื้อขายหลักทรัพย์กันมากน้อยเพียงใด เชื่อว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยคงจะส่ายหน้า หรืออาจให้คำตอบที่แตกต่างกันออกไป ตามที่แต่ละคนคิดหรือได้ยินมา



แท้ที่จริงแล้ว “ตลาดหลักทรัพย์คืออะไร และมีความเกี่ยวข้องกับตัวเราอย่างไร?”



ในก้าวที่ 1 ของหนังสือเล่มนี้ เราจะขอแนะนำให้คุณได้รู้จักกับตลาดหลักทรัพย์ ตลอดจนมาตรการในการให้ความคุ้มครองผู้ลงทุน และภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้คุณมีความเข้าใจอย่างถูกต้องและตรงกัน ก่อนที่จะได้ก้าวเข้าไปสู่สนามของการลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ต่อไป



ในลำดับแรกนี้ เราจะอธิบายให้คุณทราบถึงความหมายของคำว่า “ตลาดทุน (Capital Market)” กันก่อน ทั้งนี้เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ จัดเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของตลาดทุน



“ตลาดทุน (Capital market)” เป็นแหล่งในการระดมเงินออมระยะยาว (เกิน 1 ปี) เพื่อทำการจัดสรรให้กับผู้ที่ต้องการเงินทุนระยะยาว นำไปใช้ในวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น การขยายธุรกิจของผู้ประกอบกิจการเอกชน หรือการลงทุนในด้านการสาธารณูปโภคของภาครัฐบาล เป็นต้น โดยผู้ที่ต้องการระดมเงินทุนจะออกตราสารทางการเงิน หรือหลักทรัพย์ในตลาดทุน ซึ่งประกอบด้วย หุ้นสามัญ, หุ้นบุริมสิทธิ, หุ้นกู้, พันธบัตรรัฐบาล, หน่วยลงทุนของกองทุนรวม, หรือใบสำคัญแสดงสิทธิ เพื่อขายให้กับบุคคลภายนอก หรือประชาชนโดยทั่วไปใน “ตลาดแรก (Primary Market)”



โดยมี “ตลาดรองหรือตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ (Secondary or Trading Market)” เป็นแหล่งกลาง สำหรับการซื้อขายเปลี่ยนมือความเป็นเจ้าของหลักทรัพย์ที่ได้ผ่านการจองซื้อในตลาดแรกมาแล้ว เป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ซื้อหลักทรัพย์ในตลาดแรกว่า เขาจะสามารถขายหลักทรัพย์นั้นเพื่อเปลี่ยนกลับคืนเป็นเงินสดได้เมื่อต้องการ



และ “ตลาดหลักทรัพย์ (Securities Market)” เป็นสถาบันหนึ่งในตลาดรอง ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ในการส่งเสริมการระดมเงินออม และจัดสรรเงินทุนในตลาดทุน อันเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ขอให้คุณดูลักษณะความสัมพันธ์ของตลาดการเงินประเภทต่างๆ ในแผนภาพที่ 1.1 ประกอบ



แผนภาพที่ 1.1 : ประเภทของตลาดการเงิน

แหล่งที่มา : หนังสือตลาดหุ้นในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2540



วัตถุประสงค์สำหรับการจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามที่ได้กำหนดไว้เป็นครั้งแรก ในพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2517 คือเพื่อ

· จัดให้มีแหล่งกลางสำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์

· ทำหน้าที่ส่งเสริมการออมทรัพย์และการระดมเงินทุนในประเทศ

· สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของกิจการธุรกิจ และอุตสาหกรรมภายในประเทศ

· ให้ความคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ให้การซื้อขายหลักทรัพย์มีสภาพคล่อง อยู่ในระดับราคาที่สมเหตุสมผลเป็นไปอย่างมีระเบียบและยุติธรรม

· ให้ตลาดหลักทรัพย์มีสภาพเป็นนิติบุคคล และเป็นสถาบันเอกชน ดำเนินการโดยไม่นำผลกำไรมาแบ่งปันกัน



สำหรับองค์ประกอบที่สำคัญของตลาดหลักทรัพย์ในประเทศไทยได้แก่ :-



1. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand) ทำหน้าที่เป็นตลาดหุ้น หรือศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ตัวตลาดหลักทรัพย์เองไม่ได้ทำการซื้อขายหลักทรัพย์โดยตรง หากแต่ทำหน้าที่ในการควบคุมดูแลให้การซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นไปอย่างมีระเบียบ คล่องตัวและยุติธรรม เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุน และก่อให้เกิดการระดมเงินออมจากประชาชนไปลงทุนในกิจการต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยส่วนรวม

2. บริษัทสมาชิก (Broker) ทำหน้าที่เป็นตัวแทน หรือนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป โดยบริษัทสมาชิกจะได้รับค่าธรรมเนียมเป็นการตอบแทน รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทสมาชิก จะได้กล่าวถึงในบทต่อไป

3. หลักทรัพย์จดทะเบียน (Listed Security) หมายถึง หลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทมหาชนจำกัด ที่จดทะเบียนหลักทรัพย์ของบริษัท เพื่อให้มีการซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยทั้งหลักทรัพย์จดทะเบียนและบริษัทจดทะเบียนผู้ออกหลักทรัพย์นั้น จะต้องมีคุณสมบัติตรงตามที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด และเป็นไปตามข้อตกลงการจดทะเบียนหลักทรัพย์ (Listing Agreement) ประเภทของหลักทรัพย์จดทะเบียนสามารถแบ่งออกเป็น หุ้นสามัญ (Ordinary Share), หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Share), หุ้นกู้ (Debenture), หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture), พันธบัตร (Bond), หน่วยลงทุน (Unit Trust), ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุน (Warrant), และใบสำคัญแสดงสิทธิระยะสั้น (Short - Term Warrant)

4. ผู้ลงทุน (Investor) จัดเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของตลาดหลักทรัพย์ โดยผู้ลงทุนอาจเป็นประชาชนทั่วไปหรือนิติบุคคลทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่เข้ามาซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อมุ่งหวังผลตอบแทนในรูปของกำไรจากการซื้อขาย (ผู้ลงทุนระยะสั้น) หรือรวมทั้งดอกเบี้ยและเงินปันผลด้วย (ผู้ลงทุนระยะยาว)




ทำไมการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จึงเกี่ยวข้องกับตัวคุณ





ถึงตอนนี้คุณคงพอจะทราบบ้างแล้วว่าตลาดหลักทรัพย์คืออะไร มีวัตถุประสงค์ และองค์ประกอบอย่างไร แต่ยังมีอีกคำถามหนึ่งที่เราเชื่อว่ากำลังเกิดขึ้นในใจของคุณหลาย ๆ คน คือ ตลาดหลักทรัพย์จะเข้ามามีความเกี่ยวข้องกับตัวคุณได้อย่างไร เพราะเมื่อกล่าวถึงการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หลาย ๆ คนมักจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน และมีความยุ่งยาก ไม่อยากที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย หรือแม้อยากเข้าไปลงทุนแต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร หรือคุณบางคนอาจมีข้อสงสัยว่าการนำเงินออมไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เช่นนี้ จะได้รับผลตอบแทนดีกว่า หรือมีข้อแตกต่างจากการออมเงินโดยนำไปฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์อย่างไร ดังนั้น ในหัวข้อนี้เราจะได้อธิบายให้คุณเข้าใจถึง ความสำคัญของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีความเกี่ยวข้องกับตัวคุณ



การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้น สามารถเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการวางแผนออมเงินระยะยาวของคุณได้ ด้วยการที่คุณเข้าไปซื้อหลักทรัพย์ในธุรกิจที่คุณมีความเชื่อมั่นว่า จะสร้างผลกำไรและเจริญรุ่งเรืองต่อไปในวันข้างหน้า การเข้าไปซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวจะทำให้คุณในฐานะผู้ลงทุนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของกิจการ และจะได้รับการจ่ายเงินปันผลจากกำไรที่เกิดขึ้นในการทำธุรกิจนั้นทุก ๆ ปี ตราบเท่าที่คุณยังถือหลักทรัพย์นั้นอยู่

ยิ่งไปกว่านั้น คุณยังสามารถคาดหวังให้ราคาของหลักทรัพย์ที่คุณถืออยู่มีค่าเพิ่มขึ้นได้ ถ้าธุรกิจนั้นสามารถสร้างผลกำไร และเงินปันผลมากขึ้นได้อย่างสม่ำเสมอ และเมื่อถึงเวลาที่คุณตัดสินใจขายหลักทรัพย์นั้นออกไป ก็อาจจะมีมูลค่ามากกว่าเมื่อแรกซื้อมาหลายเท่าตัวก็เป็นได้

ด้วยเหตุนี้ คุณจะเห็นได้ว่าการลงทุนในหลักทรัพย์ เป็นวิถีทางของการลงทุนโดยตรงกับความสำเร็จ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะยาวของธุรกิจหนึ่ง ๆ แขนงใดแขนงหนึ่ง หรือของระบบเศรษฐกิจโดยรวม อันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการธุรกิจแขนงต่าง ๆ รวมทั้งกิจการของรัฐที่จะสามารถขยายทุน และขอบข่ายการดำเนินงานได้อย่างคล่องตัวยิ่งขึ้น เป็นโอกาสให้แก่ผู้มีเงินออมที่จะได้เพิ่มทางเลือกในการลงทุน และเพิ่มผลตอบแทนจากเงินออมของตนเองได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็สามารถมีความเสี่ยงได้ เช่นเดียวกันกับการลงทุนในประเภทอื่น ๆ หากธุรกิจนั้นเผชิญกับสภาวะที่ไม่เอื้ออำนวย หรือผลการประกอบการตกต่ำลง ย่อมส่งผลให้เงินปันผลที่คุณพึงจะได้รับลดลงตามไปด้วย และถ้าในกรณีที่ธุรกิจนั้นประสบกับภาวะขาดทุนจนต้องปิดกิจการลง คุณจะได้รับการจ่ายคืน ก็ต่อเมื่อทรัพย์สินของธุรกิจยังเหลืออยู่ หลังจากที่ได้มีการจ่ายส่วนที่เป็นหนี้คืนให้กับเจ้าหนี้ทั้งหมดแล้ว

นอกจากนี้ มูลค่าของหลักทรัพย์ยังสามารถปรับตัวขึ้นลง ส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นได้เช่นกัน หลักทรัพย์ที่เคยมีมูลค่าสูงก็อาจมีโอกาสที่จะมีมูลค่าลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคุณจะได้ทำความเข้าใจถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลตอบแทน และการขึ้นลงของมูลค่าหลักทรัพย์ต่อไป

ถึงตอนนี้คุณอาจมีข้อสงสัยอีกว่า ในเมื่อการลงทุนในหลักทรัพย์มีความเสี่ยง เหตุใดผู้ลงทุน จึงไม่เลือกที่จะทำการลงทุนโดยวิธีอื่นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า?

คำตอบอย่างง่าย ๆ และชัดเจนที่สุดของคำถามข้างต้นนี้ คือ ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้น สูงกว่าการลงทุนประเภทอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น การฝากเงินในสถาบันการเงินที่มีความมั่นคง ผู้คนส่วนใหญ่มักมีความเชื่อมั่นว่า เป็นวิธีการออมเงินที่ปลอดภัย ได้รับดอกเบี้ยจากมูลค่าเงินต้นที่ฝาก ทั้งยังสามารถเรียกเงินคืนได้ เมื่อมีการทวงถามทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง โอกาสที่จะรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้สูงกว่า หรือเท่าเทียมกับระดับอัตราเงินเฟ้อที่สูงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามภาวะเศรษฐกิจนั้น ไม่ได้มีเสมอไป และหากอัตราเงินเฟ้อมีค่าสูงขึ้นมากในอัตราที่รวดเร็ว หรือระดับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลดลง มูลค่าที่แท้จริงของเงินออมก็มีความเสี่ยงที่จะถูกลดค่าลงด้วย

ในขณะที่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการออมเงินในระยะยาว ที่สามารถหลีกเลี่ยง หรือป้องกันการขาดทุนอันเกิดขึ้นจากระดับอัตราเงินเฟ้อได้ เพราะการลงทุนในหลักทรัพย์ จะช่วยรักษามูลค่าที่แท้จริงของเงินทุน และให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล, กำไรส่วนทุน และสิทธิการจองซื้อหุ้นใหม่ ในราคาต่ำให้แก่ผู้ลงทุนอีกด้วย และหากผู้ลงทุนมีความรู้ และความชาญฉลาดพอ ก็จะสามารถเลือกซื้อเลือกขายหลักทรัพย์ต่าง ๆ ในระดับราคา และจังหวะเวลาที่จะให้ผลตอบแทนได้สูงสุด

เมื่อมองภาพโดยรวมแล้ว คุณจะเห็นได้ว่าในฐานะสถาบันทางการเงินแบบหนึ่งของเศรษฐกิจสมัยใหม่ ตลาดหลักทรัพย์สามารถมีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวคุณได้ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม และหากคุณมีความสนใจและความพร้อมเพียงพอ ก็อาจใช้การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับการออมเงินและสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้




มาตรการในการให้ความคุ้มครองผู้ลงทุน



หน้าที่ และวัตถุประสงค์หลักที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของตลาดหลักทรัพย์ คือ การออกมาตรการให้ความคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ลงทุน โดยกำกับการซื้อขายหลักทรัพย์ให้เป็นธรรม และดูแลการดำเนินงานของบริษัทสมาชิก และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้ถูกต้อง และได้มาตรฐาน ตลอดจนให้มีการเปิดเผย และเผยแพร่ข้อมูลไปยังผู้ลงทุนอย่างทั่วถึง และครบถ้วน ทั้งนี้เพื่อมุ่งเน้นที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนต่อการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมาตรการต่าง ๆ ที่ตลาดหลักทรัพย์ออกมา และมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับตัวคุณในฐานะผู้ลงทุน มีรายละเอียดที่สำคัญดังต่อไปนี้



1. พัฒนาคุณภาพของบริษัทจดทะเบียน

ตลาดหลักทรัพย์ได้กำหนดให้บริษัทจดทะเบียนพัฒนาคุณภาพของบริษัท ทั้งด้านระบบการควบคุมดูแลกิจการภายใน (Good Governance Practices) และการเผยแพร่รายงานทางการเงิน ตลอดจนข้อมูลต่าง ๆ ให้มีความน่าเชื่อถือ และมีความโปร่งใสอย่างมากที่สุด เพื่อให้ผู้ลงทุนได้ใช้เป็นมาตรฐานในการตัดสินใจลงทุน



2. เพิ่มประโยชน์ตอบแทนจากการลงทุน

ตลาดหลักทรัพย์มีนโยบายส่งเสริมให้มีการเพิ่มผลประโยชน์ตอนแทนจากการลงทุน เพื่อดึงดูดให้ผู้ลงทุนมีความสนใจในการเข้ามาลงทุนในหลักทรัพย์มากขึ้น เช่น มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ “สิทธิการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน (Subscription Rights)” สามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนได้รับผลประโยชน์จาก สิทธิในการจองหุ้นเพิ่มทุนได้ โดยไม่ต้องใช้เงินอีกส่วนหนึ่งไปจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน และยังช่วยให้ผู้ลงทุนต่างประเทศที่มีข้อติดขัดไม่สามารถจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน สามารถรับผลประโยชน์จากสิทธิดังกล่าวในส่วนของตนได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย



3. เสริมสร้างสภาพคล่องและเสถียรภาพในการซื้อขายหลักทรัพย์

ตลาดหลักทรัพย์ได้พยายามใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้กลไกตลาดมีบทบาท และทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่น การนำมาตรการหยุดการซื้อขายหลักทรัพย์ชั่วคราวกรณีที่มีเหตุการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้น มาใช้ควบคู่กับการขยายช่วงการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ระหว่างวัน (Ceiling & Floor) เพื่อผู้ลงทุนจะได้มีเวลาไตร่ตรองข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้อง และราคาซื้อขายหลักทรัพย์จะสามารถเปลี่ยนไปได้ตามกลไกตลาดเพื่อที่จะสะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานได้ดียิ่งขึ้น



4. สร้างความน่าเชื่อถือต่อตลาดหลักทรัพย์โดยกำกับดูแลการซื้อขาย

เพื่อการคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ลงทุน และสร้างความโปร่งใสในกระบวนการซื้อขาย ตลาดหลักทรัพย์ได้พัฒนาระบบตรวจสอบการซื้อขายด้วยคอมพิวเตอร์ (Automated Tools of Market Surveillance: ATOMS) พร้อมทั้งระบบแจ้งเตือนความผิดปกติในการซื้อขายหลักทรัพย์ (Alert Module) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับการซื้อขายหลักทรัพย์ ไม่ให้มีการสร้างราคาผิดไปจากที่ควรจะเป็น หรือมีการใช้ข้อมูลภายในเป็นประโยชน์ในการซื้อขาย ซึ่งเป็นการเอาเปรียบต่อผู้ลงทุนทั่วไป



5. พัฒนาช่องทางเผยแพร่ข้อมูลให้แพร่หลายยิ่งขึ้น

ตลาดหลักทรัพย์ได้พัฒนาช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับหลักทรัพย์, บริษัทจดทะเบียน, งบการเงิน, และการซื้อขายหลักทรัพย์ให้มีรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ลงทุนได้ใช้ในการวิเคราะห์ วิจัยด้านหลักทรัพย์ประกอบการพิจารณาลงทุนอย่างมีเหตุมีผล โดยมีทั้งในรูปเอกสารสิ่งพิมพ์, สื่ออิเล็กทรอนิกส์, Internet และในรูปของแผ่น CD-ROM ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง เผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแก่ผู้ลงทุนโดยทั่วไป




ภาษีอากรที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์



เมื่อได้อ่านชื่อของหัวข้อนี้ คุณบางคนอาจมีความคิดอยู่ในใจว่าภาษีเป็นเรื่องยาก และยังไม่มีความจำเป็นที่คุณ ซึ่งอาจจะเป็นผู้ลงทุนหน้าใหม่ต้องรู้ละเอียดมากนัก ทำให้ยากพลิกข้ามไปอ่านหัวข้ออื่นต่อไป แต่แท้จริงแล้ว เราอยากบอกว่าภาษีอากรไม่ได้เป็นเรื่องยากอย่างที่คุณคิด และยังจัดเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากเป็นลำดับแรก ที่ผู้ลงทุนควรจะได้ทราบ และมีความเข้าใจเป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะการจ่ายภาษีอากรให้ถูกต้อง และครบด้วนตามกฎหมายนั้น เป็นสิ่งที่ผู้ลงทุนทุกคนต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเมื่อก้าวเข้มาสู่สนามของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

ในเบื้องต้นนี้ เราจึงได้รวบรวมหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีอากรสำหรับบุคคลธรรมดา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ เช่น การลงทุนในหุ้นสามัญ, หุ้นบุริมสิทธิ, หุ้นกู้, หน่วยลงทุน และพันธบัตรขององค์กรของรัฐบาล ที่คุณควรทราบและง่ายต่อการทำความเข้าใจ มาแสดงไว้ในตารางที่ 1.1 และหากคุณมีความสนใจเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การจัดเก็บภาษีอากรสำหรับนิติบุคคล อันเนื่องมาจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ก็สามารถดูรายละเอียดได้ในภาคผนวกของหนังสือเล่มนี้




สรุป



จากที่กล่าวมาในก้าวที่ 1 นี้ คงจะทำให้คุณได้มีความรู้ความเข้าใจดีขึ้นแล้วว่า “ตลาดหลักทรัพย์” เป็นสถาบันหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมการระดมเงินออม และจัดสรรเงินทุนในตลาดทุน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว นอกจากนั้นการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ยังจัดเป็นวิถีทางหนึ่งของการวางแผนออมเงินระยะยาว ที่คุณสามารถเข้าไปเลือกลงทุนซื้อหลักทรัพย์ในธุรกิจ ซึ่งคุณคาดว่าจะประสบความสำเร็จ การเข้าไปลงทุนในหลักทรัพย์เช่นนี้ นอกจากจะช่วยรักษามูลค่าที่แท้จริงของเงินทุนของคุณแล้ว ยังสามารถสร้างผลตอบแทนสูงสุดกลับคืนมาให้คุณได้อีกด้วย หากคุณมีความรู้ความเข้าใจในหลักการพื้นฐานที่สำคัญของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อย่างดีเพียงพอ ซึ่งคุณจะสามารถศึกษาได้จากก้าวต่อ ๆ ไปของหนังสือเล่มนี้